LibraryMNMN 26
MN 2639 min read

The Noble Search

Pāsarāsi Sutta

20
PDFGenerated
01 · Overview

This is one of the most important biographical discourses, telling the Buddha’s experiences from leaving home to realizing awakening. Throughout, he was driven by the imperative to fully escape from rebirth and suffering.

02 · Reading guide

Read the full discourse slowly and use the prebuilt MP3 for continuous listening.

03 · FULL TEXT

Read here in the library

Translation: Dhīranandī
Passage collection0 saved

มัชฌิมนิกาย 26

การแสวงหาอันประเสริฐ

ข้าพเจ้าได้รับฟังมาดังนี้

ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี

ในเวลาเช้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี

ภิกษุจำนวนหนึ่งได้เข้าไปหาพระอานนท์ และกล่าวกับท่านว่า

“ท่านอานนท์ พวกเราไม่ได้ฟังธรรมเฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้ามานานแล้ว

ท่านอานนท์ ขอให้พวกเราได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรงเถิด”

“ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงไปยังอาศรมของพราหมณ์ชื่อรัมมกะ

บางที ท่านอาจจะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง”

ภิกษุเหล่านั้นรับคำพระอานนท์

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากบิณฑบาตและฉันภัตตาหารแล้ว พระองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า

“อานนท์ เราไปยังปราสาทของมารดาแห่งมิคาระในบุพพาราม เพื่อพักกลางวันกันเถิด”

พระอานนท์ทูลรับพระดำรัส

พระพุทธเจ้าจึงเสด็จพร้อมกับพระอานนท์ไปพักผ่อนกลางวันที่บุพพาราม

ในเวลาเย็น พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่พักผ่อน แล้วตรัสกับพระอานนท์ว่า

“อานนท์ เราไปอาบน้ำที่บุพพโกฏฐกะกันเถิด”

พระอานนท์ทูลรับพระดำรัส

พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปสรงน้ำที่ท่าบุพพโกฏฐกะกับพระอานนท์

เมื่อสรงน้ำเสร็จแล้ว พระองค์กลับมาทรงจีวร ประทับพักพระวรกายให้แห้ง

พระอานนท์ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาศรมของพราหมณ์ชื่อ รัมมกะ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่

เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์

และน่าเลื่อมใส

ขอพระองค์ทรงกรุณาเสด็จไปด้วยเถิด”

พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเป็นการตอบรับ

แล้วจึงเสด็จไปยังอาศรมของรัมมกพราหมณ์

ขณะนั้น ภิกษุหลายรูปกำลังนั่งสนทนาธรรมกันอยู่ในอาศรมนั้น

พระพุทธเจ้าจึงประทับยืนอยู่ด้านนอกซุ้มประตู ทรงคอยให้ภิกษุเหล่านั้นสนทนากันจบ

เมื่อทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านั้นสนทนากันจบแล้ว จึงทรงกระแอม แล้วเคาะบานประตู

ภิกษุเหล่านั้นเปิดประตูรับพระพุทธเจ้า

พระองค์จึงเสด็จเข้าไปในอาศรมของรัมมกพราหมณ์ ประทับนั่งบนอาสนะที่ได้จัดไว้

แล้วตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อครู่ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร สนทนาเรื่องอะไรค้างไว้หรือ”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สิ่งที่ข้าพระองค์ทั้งหลายสนทนาค้างอยู่นั้น คือ ปรารภถึงพระองค์ ก็พอดีพระองค์เสด็จมาถึง”

“ดีแล้ว ภิกษุทั้งหลาย

การที่พวกเธอผู้เป็นกุลบุตรที่ได้ออกจากเรือนมาเป็นผู้ไม่มีเรือนและบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา นั่งสนทนาธรรมกันนั้น เป็นสิ่งสมควรยิ่ง

เมื่อพวกเธอนั่งอยู่ด้วยกัน ควรทำแค่หนึ่งในสองอย่างนี้ คือ

สนทนาธรรมกัน หรือ ดำรงอยู่ในความสงบเงียบอันประเสริฐ

ภิกษุทั้งหลาย การแสวงหามี 2 อย่าง

การแสวงหาที่ประเสริฐ และการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ

การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐคืออะไร

การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ คือ การที่คนบางคนซึ่งตนเองต้องเกิดใหม่ แต่ก็ยังใฝ่แสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งการเกิดใหม่เช่นกันอยู่นั่นแหละ ตนเองต้องประสบความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และความหมองมัว แต่ก็ยังใฝ่แสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งสิ่งเหล่านี้เช่นกันอยู่นั่นแหละ

ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเรียกว่าอยู่ในวิสัยแห่งการเกิดใหม่น่ะหรือ

บุตร ภรรยา ทาสหญิง ทาสชาย แพะ แกะ ไก่ หมู ช้าง วัว ม้า ลา ทองคำ และเงิน เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งการเกิดใหม่

สิ่งในครอบครองเหล่านี้อยู่ในวิสัยแห่งการเกิดใหม่

ผู้ที่ติดพัน ลุ่มหลง หมกมุ่นในสิ่งดังกล่าว ทั้งที่ตนเองยังต้องเกิดใหม่นั้น ก็จะมัวแสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งการเกิดใหม่เช่นกัน

ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเรียกว่าอยู่ในวิสัยแห่งความแก่ชราน่ะหรือ

บุตร ภรรยา ทาสหญิง ทาสชาย แพะ แกะ ไก่ หมู ช้าง วัว ม้า ลา ทองคำ และเงิน เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งความแก่ชรา

สิ่งในครอบครองเหล่านี้อยู่ในวิสัยแห่งความแก่ชรา

ผู้ที่ติดพัน ลุ่มหลง หมกมุ่นในสิ่งดังกล่าว ทั้งที่ตนเองยังต้องแก่ชรานั้น ก็จะมัวแสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งความแก่ชราเช่นกัน

ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเรียกว่าอยู่ในวิสัยแห่งความเจ็บไข้น่ะหรือ

บุตร ภรรยา ทาสหญิง ทาสชาย แพะ แกะ ไก่ หมู ช้าง วัว ม้า ลา ทองคำ และเงิน เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งความเจ็บไข้

สิ่งในครอบครองเหล่านี้อยู่ในวิสัยแห่งความเจ็บไข้

ผู้ที่ติดพัน ลุ่มหลง หมกมุ่นในสิ่งดังกล่าว ทั้งที่ตนเองยังต้องเจ็บไข้นั้น ก็จะมัวแสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งความเจ็บไข้เช่นกัน

ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเรียกว่าอยู่ในวิสัยแห่งความตายน่ะหรือ

บุตร ภรรยา ทาสหญิง ทาสชาย แพะ แกะ ไก่ หมู ช้าง วัว ม้า ลา ทองคำ และเงิน เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งความตาย

สิ่งในครอบครองเหล่านี้อยู่ในวิสัยแห่งความตาย

ผู้ที่ติดพัน ลุ่มหลง หมกมุ่นในสิ่งดังกล่าว ทั้งที่ตนเองยังต้องตายนั้น ก็จะมัวแสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งความตายเช่นกัน

ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเรียกว่าอยู่ในวิสัยแห่งความเศร้าโศกน่ะหรือ

บุตร ภรรยา ทาสหญิง ทาสชาย แพะ แกะ ไก่ หมู ช้าง วัว ม้า ลา ทองคำ และเงิน เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งความเศร้าโศก

สิ่งในครอบครองเหล่านี้อยู่ในวิสัยแห่งความเศร้าโศก

ผู้ที่ติดพัน ลุ่มหลง หมกมุ่นในสิ่งดังกล่าว ทั้งที่ตนเองยังต้องเศร้าโศกนั้น ก็จะมัวแสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งความเศร้าโศกเช่นกัน

ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเรียกว่าอยู่ในวิสัยแห่งการมีความหมองมัวหรือกิเลสน่ะหรือ

บุตร ภรรยา ทาสหญิง ทาสชาย แพะ แกะ ไก่ หมู ช้าง วัว ม้า ลา ทองคำ และเงิน เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งการมีความหมองมัวหรือกิเลส

สิ่งในครอบครองเหล่านี้อยู่ในวิสัยแห่งการมีความหมองมัวหรือกิเลส

ผู้ที่ติดพัน ลุ่มหลง หมกมุ่นในสิ่งดังกล่าว ทั้งที่ตนเองยังมีความหมองมัวหรือกิเลสนั้น ก็จะมัวแสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยแห่งการมีความหมองมัวหรือกิเลสเช่นกัน

นี่คือการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ

การแสวงหาที่ประเสริฐคืออะไร

การแสวงหาที่ประเสริฐ คือ การที่คนบางคนซึ่งอยู่ในวิสัยที่ยังต้องเกิดใหม่ แต่ได้ตระหนักถึงโทษภัยของการต้องเกิดใหม่ จึงแสวงหาสิ่งอันเป็นที่พึ่งสูงสุดหลุดพ้นจากแอก คือ การดับสนิท ที่พ้นวิสัยแห่งการเกิดใหม่ ตนเองต้องประสบความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และกิเลสหรือความหมองมัว แต่ได้ตระหนักถึงโทษภัยของสิ่งเหล่านี้ จึงแสวงหาสิ่งอันเป็นที่พึ่งสูงสุดหลุดพ้นจากแอก คือ การดับสนิท ที่พ้นวิสัยแห่งความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และความหมองมัวหรือกิเลส

นี่คือการแสวงหาที่ประเสริฐ

ภิกษุทั้งหลาย ก่อนที่เราจะตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็นเพียงโพธิสัตว์ แต่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะค้นพบสัจธรรม เราก็ยังต้องเกิดใหม่ แต่ก็ยังแสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่ต้องเกิดใหม่เช่นกันอยู่นั่นแหละ ตัวเราเองยังต้องประสบความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และกิเลสหรือความหมองมัว แต่ก็ยังแสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่ต้องประสบความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และกิเลสหรือความหมองมัวเช่นกันอยู่นั่นแหละ

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

ในเมื่อเราเองยังต้องเกิดใหม่ ยังต้องประสบความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และกิเลสหรือความหมองมัว เหตุใดเราจึงมัวแสวงหาสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่ต้องประสบความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และกิเลสหรือความหมองมัวเช่นกันอยู่นั่นแหละ

ทำไมเราไม่แสวงหาสิ่งอันเป็นที่พึ่งสูงสุดหลุดพ้นจากแอก คือ การดับสนิท ที่พ้นวิสัยแห่งการเกิดใหม่ ความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และความหมองมัวหรือกิเลส”

ต่อมาไม่นาน ขณะที่เรายังมีผมดำสนิท เปี่ยมด้วยพลังแห่งความหนุ่มแน่น ในวัยที่สมบูรณ์พร้อมแห่งชีวิต แม้พระมารดาและพระบิดาไม่ทรงปรารถนาให้เราบวช ทรงกันแสง พระพักตร์อาบด้วยน้ำพระเนตร แต่เราก็ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากชีวิตผู้ครองเรือนไปสู่ชีวิตของผู้สละเรือน

เมื่อเราได้ออกบวชแล้ว ก็เริ่มค้นหาสิ่งที่เป็นกุศล โดยแสวงหาทางสงบระงับอันประเสริฐสูงสุด เราได้เข้าไปหาอาฬารดาบส กาลามโคตร และกล่าวกับท่านว่า

“ท่านกาลามะ ข้าพเจ้าปรารถนาจะดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ ในแนวทางการสอนและการฝึกอบรมนี้”

ท่านอาฬารดาบส กล่าวตอบเราว่า

“เชิญอยู่เถิด ท่าน

คำสอนนี้ ผู้มีปัญญาย่อมสามารถรู้แจ้งได้ในไม่ช้าถึงคำสอนของอาจารย์ตน ด้วยความรฺู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว”

แล้วเราก็เรียนรู้จดจำคำสอนนั้นได้อย่างรวดเร็ว

เพียงการท่องและกล่าวทวนคำสอนนั้น เราสามารถถ่ายทอดได้ด้วยความรู้และความมั่นใจ เราประกาศได้ว่า เรารู้ เราเห็น และมีผู้อื่นที่กล่าวอ้างเช่นเดียวกันนี้

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

“คำกล่าวของอาฬารดาบส กาลามโคตร ที่ประกาศว่า ‘เราได้รู้แจ้งถึงคำสอนนี้ ด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว’ นั้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนศรัทธาเพียงประการเดียว

จากการที่ได้รู้ได้เห็นคำสั่งสอนนี้ ท่านคงต้องภาวนาด้วยอย่างแน่นอน

เราจึงเข้าไปหาอาฬารดาบส กาลามโคตร แล้วถามว่า

“ท่านกาลามะ ท่านกล่าวว่าท่านได้รู้แจ้งคำสอนนี้ด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง ท่านได้รู้แจ้งถึงระดับใดหรือ

เมื่อเราถามเช่นนี้ อาฬารดาบส กาลามโคตร จึงประกาศว่าท่านได้เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

“มิใช่แต่อาฬารดาบส กาลามโคตรเท่านั้น ที่มีศรัทธา

ความเพียร

สติ

สมาธิ

และปัญญา เราเองก็มีสิ่งเหล่านี้เช่นกัน

เหตุใดเราไม่ลองพยายามเข้าถึงคำสอนนั้นด้วยตนเอง เหมือนที่อาฬารดาบส กาลามโคตรได้ประกาศว่า เขาได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง

ในไม่ช้า เราได้รู้แจ้งถึงคำสอนนี้ ด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว

เราจึงเข้าไปหาอาฬารดาบส กาลามโคตร และกล่าวว่า

“ท่านกาลามะ ตามที่ท่านประกาศว่า ได้บรรลุแจ้งคำสอนนี้แล้วด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง ท่านรู้แจ้งถึงระดับนี้หรืออย่างไร

อาฬารดาบส กาลามโคตรตอบรับว่า “ใช่แล้ว ท่าน”

“ข้าพเจ้าก็เช่นกัน ข้าพเจ้ารู้แจ้งถึงคำสอนนี้ด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเองได้ถึงระดับนี้แล้ว และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว”

“เป็นลาภอันใหญ่หลวงของพวกข้าพเจ้ายิ่งนัก

ที่ได้บุคคลเช่นท่านมาเป็นผู้ประพฤติธรรมร่วมกันในชีวิตพรหมจรรย์นี้

คำสอนที่ข้าพเจ้าได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และได้ประกาศว่าข้าพเจ้าได้บรรลุแจ้งแล้วนั้น ท่านก็ได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของท่านเอง และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว

คำสอนที่ท่านได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของท่านเองและดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และขอประกาศว่า ข้าพเจ้าได้บรรลุแจ้งแล้ว

ดังนั้น คำสอนใดที่ข้าพเจ้ารู้แจ้ง ท่านก็รู้แจ้ง คำสอนใดที่ท่านรู้แจ้ง ข้าพเจ้าก็รู้แจ้ง

ข้าพเจ้าเป็นเช่นใด ท่านก็เป็นเช่นนั้น ท่านเป็นเช่นใด ข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้น

มาเถิดท่าน เราทั้งสองมาร่วมดูแลชุมชนนี้ด้วยกันเถิด

อาฬารดาบส กาลามโคตร ผู้เป็นอาจารย์ของเราก็ยกเราผู้เป็นศิษย์ให้มีฐานะเสมอท่าน และยกย่องสรรเสริญเราอย่างสูง

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

คำสอนนี้ไม่ได้นำไปสู่ความเบื่อหน่ายในกองทุกข์ ความสิ้นความใคร่ในกามคุณ ความดับทุกข์ สภาวะอันสงบ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน หากแต่นำไปถึงเพียงการเกิดใหม่ในภพอากิญจัญญายตนะเท่านั้น

เมื่อเห็นว่าคำสอนนั้นไม่ตอบสนองต่อการแสวงหาของเรา เราจึงลาจากไปด้วยความผิดหวัง

เราเริ่มค้นหาว่าสิ่งที่เป็นกุศล โดยแสวงหาทางสงบระงับอันประเสริฐสูงสุด เราได้เข้าไปหาอุททกดาบส รามบุตร แล้วกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าปรารถนาจะดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ ในแนวทางการสอนและการฝึกอบรมนี้”

อุททกดาบส กล่าวตอบว่า

“เชิญอยู่เถิดท่าน

คำสอนนี้ ผู้มีปัญญาย่อมสามารถรู้แจ้งได้ในไม่ช้าถึงคำสอนของอาจารย์ตน ด้วยความรฺู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว”

แล้วเราก็เรียนรู้จดจำคำสอนนั้นได้อย่างรวดเร็ว

เพียงการท่องและกล่าวทวนคำสอนนั้น เราสามารถถ่ายทอดได้ด้วยความรู้และความมั่นใจ เราประกาศได้ว่า เรารู้ เราเห็น และมีผู้อื่นที่กล่าวอ้างเช่นเดียวกันนี้

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

“คำกล่าวของอุททกดาบส รามบุตร ที่ประกาศว่า ‘เราได้รู้แจ้งถึงคำสอนนี้ ด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว’ นั้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนศรัทธาเพียงประการเดียว

จากการที่ได้รู้ได้เห็นคำสั่งสอนนี้ ท่านคงต้องภาวนาด้วยอย่างแน่นอน

เราจึงเข้าไปหาอุททกดาบส รามบุตร แล้วถามว่า

“ท่านรามบุตร ท่านกล่าวว่าท่านได้รู้แจ้งคำสอนนี้ด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง ท่านได้รู้แจ้งถึงระดับใดหรือ

เมื่อเราถามเช่นนี้ อุททกดาบส รามบุตร จึงประกาศว่าท่านได้เข้าถึงภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

“มิใช่แต่อุททกดาบส รามบุตรเท่านั้น ที่มีศรัทธา

ความเพียร

สติ

สมาธิ

และปัญญา เราเองก็มีสิ่งเหล่านี้เช่นกัน

เหตุใดเราไม่ลองพยายามเข้าถึงคำสอนนั้นด้วยตนเอง เหมือนที่อุททกดาบส รามบุตรได้ประกาศว่า เขาได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง”

ในไม่ช้า เราได้รู้แจ้งถึงคำสอนนี้ ด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว

เราจึงเข้าไปหาอุททกดาบส รามบุตร และกล่าวว่า

“ท่านรามบุตร ท่านได้บรรลุแจ้งคำสอนนี้ด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเองถึงระดับนี้ และประกาศว่าท่านได้บรรลุแล้วใช่หรือไม่”

“ใช่แล้ว ท่าน”

“ข้าพเจ้าก็เช่นกัน ข้าพเจ้ารู้แจ้งถึงคำสอนนี้ด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเองได้ถึงระดับนี้แล้ว และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว”

“เป็นลาภอันใหญ่หลวงของพวกข้าพเจ้ายิ่งนัก

ที่ได้บุคคลเช่นท่านมาเป็นผู้ประพฤติธรรมร่วมกันในชีวิตพรหมจรรย์นี้

คำสอนที่ข้าพเจ้าได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และได้ประกาศว่าข้าพเจ้าได้บรรลุแจ้งแล้วนั้น ท่านก็ได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของท่านเอง และดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว

คำสอนที่ท่านได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของท่านเองและดำรงอยู่ในภาวะที่ได้บรรลุแจ้งแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้รู้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งโดยตรงของตนเอง และขอประกาศว่า ข้าพเจ้าได้บรรลุแจ้งแล้ว

ดังนั้น คำสอนใดที่ข้าพเจ้ารู้แจ้ง ท่านก็รู้แจ้ง คำสอนใดที่ท่านรู้แจ้ง ข้าพเจ้าก็รู้แจ้ง

ข้าพเจ้าเป็นเช่นใด ท่านก็เป็นเช่นนั้น ท่านเป็นเช่นใด ข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้น

มาเถิดท่าน เชิญท่านมาเป็นผู้นำชุมชนนี้เถิด”

อุททกดาบส รามบุตร ผู้ร่วมปฏิบัติชีวิตพรหมจรรย์ของเราก็ยกเราให้มีฐานะเป็นอาจารย์และยกย่องสรรเสริญเราอย่างสูง

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

คำสอนนี้ไม่ได้นำไปสู่ความเบื่อหน่ายในกองทุกข์ ความสิ้นความใคร่ในกามคุณ ความดับทุกข์ สภาวะอันสงบ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน หากแต่นำไปถึงเพียงการเกิดใหม่ในภพเนวสัญญานาสัญญายาตนะเท่านั้น

เมื่อเห็นว่าคำสอนนั้นไม่ตอบสนองต่อการแสวงหาของเรา เราจึงลาจากไปด้วยความผิดหวัง

ภิกษุทั้งหลาย เราคงค้นหาสิ่งที่เป็นกุศล โดยแสวงหาทางสงบระงับอันประเสริฐสูงสุด เราเที่ยวจาริกไปในเขตแคว้นมคธโดยลำดับ และได้เดินทางมาถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม

เราได้เห็นอาณาบริเวณอันน่าเพลินตาเพลินใจ ประกอบด้วยป่าละเมาะอันร่มรื่น และแม่น้ำใสไหลผ่าน ริมฝั่งเป็นหาดเรียบงามน่ารื่นรมย์ อีกทั้ง มีหมู่บ้านสำหรับไปบิณฑบาตอยู่ใกล้ ๆ

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

“บริเวณนี้น่าเพลินตาเพลินใจยิ่งนัก มีป่าละเมาะอันร่มรื่น และแม่น้ำใสไหลผ่าน ริมฝั่งเป็นหาดเรียบงามน่ารื่นรมย์ อีกทั้ง มีหมู่บ้านสำหรับไปบิณฑบาตอยู่ใกล้ ๆ

เป็นที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของผู้ต้องการจะบำเพ็ญเพียร”

เราจึงนั่งลง ณ ที่นั้น คิดว่า

“ที่นี่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร”

ภิกษุทั้งหลาย เราผู้อยู่ในวิสัยที่ยังต้องเกิดใหม่ แต่ได้ตระหนักถึงโทษภัยของการต้องเกิดใหม่ จึงแสวงหาสิ่งอันเป็นที่พึ่งสูงสุดหลุดพ้นจากแอก คือ การดับสนิท ที่พ้นวิสัยแห่งการเกิดใหม่ และเราก็ได้พบสิ่งนั้นแล้ว เราผู้อยู่ในวิสัยที่ต้องประสบความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และกิเลสหรือความหมองมัว แต่ได้ตระหนักถึงโทษภัยของสิ่งเหล่านี้ จึงแสวงหาสิ่งอันเป็นที่พึ่งสูงสุดหลุดพ้นจากแอก คือ การดับสนิท ที่พ้นวิสัยแห่งความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และความหมองมัวหรือกิเลส และเราก็ได้พบสิ่งนั้นแล้ว

ปัญญาหยั่งรู้อันเกิดจากสมาธิได้เกิดแก่เรา

“ความหลุดพ้นจากกิเลสของเรานั้นไม่สั่นคลอน ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เราจะไม่มีการเกิดอีกต่อไป”

เราพิจารณาเห็นว่า

“ธรรมะที่เราได้ค้นพบนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เข้าใจได้ยาก สงบ ละเอียดซับซ้อน พ้นขอบเขตแห่งการนึกคิดด้วยเหตุผล ล้ำเลิศ เป็นสิ่งที่ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะประสบได้

แต่คนเราชอบยึดมั่นถือมั่น และพอใจและยินดีในการยึดถือดังกล่าว

จึงเป็นการยากที่จะเห็นประเด็นความจริงนี้ ซึ่งคือ ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย และสภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น

อีกทั้ง เป็นการยากที่จะเห็นประเด็นความจริงต่อไปนี้ อันได้แก่ ความสงบนิ่งแห่งเจตจำนง การละความยึดมั่นในสิ่งที่ได้มา การลดความทะยานอยาก ความเบื่อหน่ายในทุกข์ การดับความทุกข์ และพระนิพพาน

ถ้าเราสอนหลักธรรมนี้ คนอื่นอาจไม่เข้าใจเรา ก็จะเป็นความลำบากเหน็ดเหนื่อยแก่เรา

ภิกษุทั้งหลาย ในขณะนั้น บทร้อยกรองนี้ก็ปรากฏขึ้นในใจเรา เป็นถ้อยคำที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน

“หลักธรรมนี้แม้เราก็บรรลุได้ด้วยความยากลำบาก

อย่าไปสอนผู้อื่นเลย

เพราะคนที่ยังถูกครอบงำด้วยความยินดีในกามารมณ์และความคิดประทุษร้าย

ย่อมไม่อาจเข้าใจคำสอนนี้ได้อย่างถ่องแท้

หลักธรรมนี้ทวนกระแสแห่งโลก

มีความลึกซึ้ง เข้าใจยาก ละเอียดลออยิ่ง

คนที่หมกมุ่นยินดีในกามารมณ์จะไม่สามารถเข้าใจได้

เพราะจิตใจถูกห่อหุ้มไปด้วยความมืดมน”

เมื่อเราคิดเห็นเช่นนี้ จิตก็โน้มเอียงไปในทางไม่สนใจจะสอนหลักธรรมนี้

ขณะนั้น สหัมบดีพรหมทราบความคิดของเรา จึงกังวลว่า

“โลกจะย่อยยับอับปางเสียแล้ว เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระทัยโน้มเอียงจะทรงนิ่งเฉย ไม่แสดงธรรม”

จากนั้น สหัมบดีพรหมก็หายตัวจากพรหมโลกมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเราอย่างง่ายดายเปรียบได้กับคนแข็งแรงเหยียดแขนออกหรืองอแขนเข้าเท่านั้นเอง

แล้วสหัมบดีพรหมก็ห่มผ้าพาดเฉียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือต่อเรา และกล่าวกับเราว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงสั่งสอนธรรมด้วยเถิด”

มีสัตว์ที่มีธุลีในดวงตาเพียงเล็กน้อย ที่จะเสื่อมถอยเพราะไม่ได้ฟังธรรม

มีสัตว์ที่มีวิสัยที่จะเข้าใจธรรมได้อยู่

นี่คือสิ่งที่สหัมบดีพรหมกล่าว

จากนั้น สหัมบดีพรหมก็กล่าวต่อว่า

“ก่อนนี้ ในแคว้นมคธ

ปรากฏคำสอนที่ไม่บริสุทธิ์จากพวกที่ยังมีความหมองมัว

ขอพระองค์จงทรงเปิดประตูสู่การหลุดพ้นจากความตายเถิด

ขอสัตว์ทั้งหลายจงได้ฟังธรรมที่พระองค์ผู้ทรงหมดมลทินได้ค้นพบ

ดุจคนที่อยู่บนยอดเขา

ที่สามารถเห็นผู้คนได้โดยรอบ

โดยนัยเดียวกัน พระองค์ผู้มีพระปรีชา ทรงปัญญายิ่ง

ขอพระองค์ผู้ได้เสด็จขึ้นปราสาทแห่งสัจธรรม

หมดซึ่งความโศกเศร้า โปรดจงมองดูผู้คน

ที่ยังเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ทุกข์ทนภายใต้อำนาจแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

ขอพระองค์ผู้ทรงเป็นวีรบุรุษ พระผู้ชนะศึก

ผู้นำฝูงชน ผู้ทรงพ้นภาระหนี้ ทรงกรุณาเสด็จเดินทางโปรดสัตว์ในโลก

ขอพระองค์ผู้ประเสริฐทรงสั่งสอนธรรม

จะมีผู้เข้าใจธรรม”

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราได้ฟังคำร้องขอของสหัมบดีพรหม เราจึงสำรวจโลกด้วยพุทธจักษุ ด้วยความกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย

และเราก็ได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเพียงเล็กน้อย และผู้มีธุลีในดวงตามาก มีผู้มีอินทรีย์กล้าและผู้มีอินทรีย์อ่อนแอ มีผู้มีคุณลักษณะที่ดีและผู้มีลักษณะไม่ดี มีผู้ที่สอนง่ายและผู้ที่สอนยาก และมีผู้ที่เห็นปัญหาและอันตรายของโลกหน้า ในขณะที่คนอื่นไม่เห็น

เปรียบได้กับบึงน้ำที่มีดอกบัวสีน้ำเงิน สีชมพู หรือสีขาว บางต้นเกิดในน้ำและโตในน้ำโดยไม่เคยพ้นผิวน้ำ จมอยู่ใต้น้ำ บางต้นเกิดในน้ำ โตในน้ำจนแตะผิวน้ำ บางต้นเกิดในน้ำ โตในน้ำ และเจริญงามชูพ้นผิวน้ำ โดยไม่มีหยาดน้ำใด ๆ เกาะ

ในทำนองเดียวกัน เราเห็นเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเพียงเล็กน้อย และผู้มีธุลีในดวงตามาก

แล้วเราก็ตอบสหัมบดีพรหมเป็นบทร้อยกรองว่า

“ประตูสู่การหลุดพ้นจากความตายได้เปิดแล้ว

ให้ผู้ที่มีหูไว้ฟังได้ตั้งจิตมั่นศรัทธา

ท่านพรหม เพราะคิดว่า จะเป็นความลำบากเหน็ดเหนื่อย เราจึงไม่ได้สอน

หลักธรรมอันละเอียดซับซ้อนยิ่งนี้แก่มวลมนุษย์”

เมื่อทราบว่า เราเห็นชอบกับคำร้องขอของท่านที่ขอให้เราสั่งสอนธรรมแล้ว สหัมบดีพรหมจึงกราบเราและกระทำประทักษิณ ก่อนจะหายตัวไป

แล้วเราก็คิดว่า

“เราควรแสดงธรรมแก่ใครเป็นคนแรกหนอ

ใครจะเข้าใจคำสอนนี้ได้โดยเร็ว”

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

“อาฬารดาบส กาลามโคตร เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้ความสามารถ ฉลาด และมีธุลีในดวงตาเพียงเล็กน้อยมาเป็นเวลานานแล้ว

เราน่าจะแสดงธรรมแก่เธอเป็นคนแรก

เธอจะเข้าใจคำสอนนี้ได้โดยเร็ว”

แต่แล้วเทวดาตนหนึ่งเข้ามาหาเราแล้วบอกว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาฬารดาบส กาลามโคตร ตายไปเมื่อเจ็ดวันก่อน”

ปัญญาหยั่งรู้อันเกิดจากสมาธิก็ได้เกิดแก่เราว่า

“อาฬารดาบส กาลามโคตร ตายไปเมื่อเจ็ดวันก่อน”

แล้วเราก็คิดว่า

เป็นที่น่าเสียดายยิ่งสำหรับอาฬารดาบส กาลามโคตร

เพราะถ้าเธอได้ฟังหลักธรรมนี้แล้ว เธอจะเข้าใจได้โดยเร็ว”

แล้วเราก็คิดว่า

“เราควรแสดงธรรมแก่ใครเป็นคนแรกหนอ

ใครจะเข้าใจคำสอนนี้ได้โดยเร็ว”

แล้วเราก็ฉุกคิดว่า

“อุททกดาบส รามบุตร เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้ความสามารถ ฉลาด และมีธุลีในดวงตาเพียงเล็กน้อยมาเป็นเวลานานแล้ว

เราน่าจะแสดงธรรมแก่เธอเป็นคนแรก

เธอจะเข้าใจคำสอนนี้ได้โดยเร็ว”

แต่แล้วเทวดาตนหนึ่งเข้ามาหาเราแล้วบอกว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุททกดาบส รามบุตร ตายไปเมื่อคืนที่ผ่านมา”

ปัญญาหยั่งรู้อันเกิดจากสมาธิก็ได้เกิดแก่เราว่า

“อุททกดาบส รามบุตร ตายไปเมื่อคืนที่ผ่านมา”

แล้วเราก็คิดว่า

“เป็นที่น่าเสียดายยิ่งสำหรับอุททกดาบส รามบุตร

เพราะถ้าเธอได้ฟังหลักธรรมนี้แล้ว เธอจะเข้าใจได้โดยเร็ว”

แล้วเราก็คิดขึ้นมาว่า

“เราควรแสดงธรรมแก่ใครเป็นคนแรกหนอ

ใครจะเข้าใจคำสอนนี้ได้โดยเร็ว”

แล้วเราก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า

“นักบวชปัญจวัคคีย์ได้ช่วยเหลือเรามาก พวกเขาเฝ้าปรนนิบัติดูแลเราในช่วงที่เรากำลังบำเพ็ญอย่างหนัก

เราน่าจะแสดงธรรมแก่พวกเธอเป็นกลุ่มแรก”

แล้วเราก็คิดว่า

“นักบวชปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ”

ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ เราก็ได้เห็นว่า นักบวชปัญจวัคคีย์กำลังอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี

ดังนั้น เมื่อเราพักอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาตามที่เราประสงค์แล้ว จึงออกเดินทางไปกรุงพาราณสี

ขณะที่เรากำลังเดินทางระหว่างตําบลคยาและสถานที่ที่เราตรัสรู้ อาชีวกชื่ออุปกะได้เห็นเรา

และถามเราว่า

“ท่านผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก ผิวพรรณของท่าน บริสุทธิ์ ผุดผ่อง

ท่านได้บรรพชาในสำนักใคร ใครเป็นอาจารย์ของท่าน ท่านเชื่อถือคำสอนของใคร”

เราจึงได้กล่าวตอบอุปกะเป็นบทร้อยกรองว่า

“เราเป็นผู้ชนะสิ่งทั้งปวง รู้แจ้งในสิ่งทั้งปวง

ไม่แปดเปื้อนในสิ่งทั้งปวง

เราได้ละทิ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เราได้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นความทะยานอยาก

เนื่องจากเรารู้แจ้งด้วยตนเอง เราจึงไม่เป็นศิษย์ผู้ใด

เราไม่มีอาจารย์

ไม่มีผู้ใดเหมือนเรา

ในโลกซึ่งรวมถึงเทวดาทั้งหลาย

ไม่มีผู้ใดทัดเทียมเรา

เพราะในโลกนี้ เราเป็นพระอรหันต์

เป็นศาสดาสูงสุด

เป็นผู้รู้แจ้งในสัจธรรมเพียงคนเดียว

สงบเย็น ดับกิเลสได้แล้ว

เรากำลังเดินทางไปเริ่มหมุนวงล้อแห่งธรรม

ณ เขตพระนครของแคว้นกาสี

ในโลกนี้ที่จิตมืดบอด

เราหมายจะตีกลองแห่งการหลุดพ้นจากความตาย”

“จากสิ่งที่ท่านกล่าวอ้าง ท่านคงเป็น ‘อนันตะชินะ (ผู้ชนะอันหาที่สุดมิได้)’”

“ผู้ชนะ (ชินะ) คือ ผู้ที่เป็นเช่นเรา

ที่ได้บรรลุถึงการหมดสิ้นซึ่งกิเลสที่หมักหมมในสันดาน

เราเอาชนะความชั่วมัวหมองได้แล้ว

ดังนั้น เราจึงเป็นผู้ชนะ”

เมื่อเรากล่าวจบ อุปกะก็ส่ายศีรษะพูดว่า “ถ้าท่านว่าเช่นนั้น” และเดินเลี้ยวตามเส้นทางสายรองจากไป

ภิกษุทั้งหลาย เราจึงออกเดินทางต่อไปโดยลำดับ และไปหานักบวชปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี

นักบวชปัญจวัคคีย์ย์เห็นเราเดินมาแต่ไกล

จึงพูดตกลงกันว่า

“สมณโคดมกำลังมา ท่านหมกมุ่นในความสุขสบาย ละความเพียร แล้วหวนกลับไปเสพสุข

พวกเราไม่ต้องไหว้ ไม่ต้องลุกขึ้นยืนรับ ไม่ต้องรับบาตรจีวร

แต่เราอาจจะปูที่นั่งก็ได้ ถ้าท่านอยากนั่ง ก็นั่งได้”

แต่เมื่อเราเข้าไปใกล้ พวกปัญจวัคคีย์ก็ไม่สามารถทำตามที่ตกลงกันไว้ได้

บางคนลุกขึ้นทักทายและรับบาตรและจีวรของเรา บางคนปูที่นั่งให้ บางคนตั้งน้ำสำหรับล้างเท้าให้

แต่พวกเขายังเรียกขานเราโดยใช้ชื่อเรา และใช้คำว่า “อาวุโส”

เราจึงบอกปัญจวัคคีย์ว่า

“อย่าเรียกขานเราโดยใช้ชื่อเรา และใช้คำว่า ‘อาวุโส’

ตถาคตได้สำเร็จเป็นอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเอง

เธอทั้งหลายจงฟัง เราได้บรรลุถึงการหลุดพ้นจากความตาย เราจะสอนพวกเธอ เราจะแสดงธรรมแก่พวกเธอ

เธอทั้งหลายเมื่อปฏิบัติตามที่เราสอน ไม่นานนักก็จะรู้แจ้งถึงปลายทางอันสูงส่งแห่งชีวิตพรหมจรรย์ในชาตินี้ และด้วยปัญญาของตนเองโดยตรง พวกเธอจะมีชีวิตที่ได้บรรลุซึ่งจุดหมายของเหล่ากุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตผู้ไร้เรือน”

แต่พวกเขากลับกล่าวกับเราว่า

“ท่านโคดม แม้ท่านประพฤติ ปฏิบัติ และบำเพ็ญทุกกรกิริยา ท่านก็ไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษด้วยปัญญาหยั่งรู้อันเกิดจากสมาธิอันควรคู่กับอริยบุคคล บัดนี้ ท่านกลับไปหมกมุ่นในความสุขสบาย ละความเพียร แล้วหวนกลับไปเสพสุข ท่านจะบรรลุธรรมวิเศษเช่นนั้นได้อย่างไร”

เราจึงกล่าวกับพวกเขาว่า

“ตถาคตมิได้กลับไปหมกมุ่นในความสุขสบาย ละความเพียร แล้วหวนกลับไปเสพสุข

ตถาคตได้สำเร็จเป็นอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเอง

เธอทั้งหลายจงฟัง เราได้บรรลุถึงการหลุดพ้นจากความตาย เราจะสอนพวกเธอ เราจะแสดงธรรมแก่พวกเธอ

เธอทั้งหลายเมื่อปฏิบัติตามที่เราสอน ไม่นานนักก็จะรู้แจ้งถึงปลายทางอันสูงส่งแห่งชีวิตพรหมจรรย์ในชาตินี้ และด้วยปัญญาของตนเองโดยตรง พวกเธอจะมีชีวิตที่ได้บรรลุซึ่งจุดหมายของเหล่ากุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตผู้ไร้เรือน”

พวกเขาก็กล่าวกับเราเป็นครั้งที่ 2 ว่า

“ท่านโคดม… ท่านกลับไปหมกมุ่นในความสุขสบาย”

เราจึงกล่าวกับพวกเขาเป็นครั้งที่ 2 ว่า

“ตถาคตมิได้กลับไปหมกมุ่นในความสุขสบาย…”

แต่พวกเขาก็กล่าวกับเราเป็นครั้งที่ 3 อีกว่า

“ท่านโคดม แม้ท่านประพฤติ ปฏิบัติ และบำเพ็ญทุกกรกิริยา ท่านก็ไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษด้วยปัญญาหยั่งรู้อันเกิดจากสมาธิอันควรคู่กับอริยบุคคล บัดนี้ ท่านกลับไปหมกมุ่นในความสุขสบาย ละความเพียร แล้วหวนกลับไปเสพสุข ท่านจะบรรลุธรรมวิเศษเช่นนั้นได้อย่างไร”

เราจึงกล่าวกับพวกเขาว่า

“เธอทั้งหลายจำได้ว่า เราเคยพูดเช่นนี้มาก่อนหรือ”

“ไม่เคยเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ”

ตถาคตได้สำเร็จเป็นอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเอง

เธอทั้งหลายจงฟัง เราได้บรรลุถึงการหลุดพ้นจากความตาย เราจะสอนพวกเธอ เราจะแสดงธรรมแก่พวกเธอ

เธอทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติตามที่เราสอน ไม่นานนักก็จะรู้แจ้งถึงปลายทางอันสูงส่งแห่งชีวิตพรหมจรรย์ในชาตินี้ และด้วยปัญญาของตนเองโดยตรง พวกเธอจะมีชีวิตที่ได้บรรลุซึ่งจุดหมายของเหล่ากุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตผู้ไร้เรือน”

เราสามารถโน้มน้าวใจปัญจวัคคีย์ให้เชื่อเราได้

หลังจากนั้น บางครั้ง เราจะสอนนักบวชสองคน ในขณะที่อีกสามคนไปบิณฑบาต

เราทั้งหกฉันอาหารตที่นักบวชสามคนนั้นบิณฑบาตมา

บางครั้ง เราจะสอนนักบวชสามคน ในขณะที่อีกสองคนไปบิณฑบาต

เราทั้งหกฉันอาหารที่นักบวชสองคนนั้นได้บิณฑบาตมา

เมื่อเราแนะนำและสั่งสอนนักบวชปัญจวัคคีย์เช่นนี้ พวกเขาแม้เป็นผู้อยู่ในวิสัยที่ยังต้องเกิดใหม่ แต่ได้ตระหนักถึงโทษภัยของการต้องเกิดใหม่ จึงแสวงหาสิ่งอันเป็นที่พึ่งสูงสุดหลุดพ้นจากแอก คือ การดับสนิท ที่พ้นวิสัยแห่งการเกิดใหม่ และพวกเขาก็ได้พบสิ่งนั้นแล้ว พวกเขาแม้เป็นผู้อยู่ในวิสัยที่ต้องประสบความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และกิเลสหรือความหมองมัว แต่ได้ตระหนักถึงโทษภัยของสิ่งเหล่านี้ จึงแสวงหาสิ่งอันเป็นที่พึ่งสูงสุดหลุดพ้นจากแอก คือ การดับสนิท ที่พ้นวิสัยแห่งความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก และความหมองมัวหรือกิเลส และพวกเขาก็ได้พบสิ่งนั้นแล้ว

ปัญญาหยั่งรู้อันเกิดจากสมาธิได้เกิดแก่พวกเขา

“ความหลุดพ้นจากกิเลสของพวกเรานั้นไม่สั่นคลอน ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย พวกเราจะไม่มีการเกิดอีกต่อไป”

“ภิกษุทั้งหลาย กามคุณมี 5 อย่าง

5 อย่างอะไรบ้าง

รูปที่จะรับรู้ทางตา ซึ่งเป็นที่ต้องใจ น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชอบใจ ชวนปรารถนา และเร้าอารมณ์

เสียงที่จะรับรู้ทางหู…

กลิ่นที่จะรับรู้ทางจมูก…

รสที่จะรับรู้ทางลิ้น…

สิ่งที่มาถูกต้องกายที่จะรับรู้ทางร่างกาย ซึ่งเป็นที่ต้องใจ น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชอบใจ ชวนปรารถนา และเร้าอารมณ์

ภิกษุทั้งหลาย นี่คือกามคุณทั้ง 5 อย่าง

มีสมณพราหมณ์ที่พอใจเพลิดเพลินกับกามคุณทั้ง 5 อย่างนี้ ติดพัน ลุ่มหลง หมกมุ่น ไม่เห็นโทษ และไม่มีความรู้ที่จะหนีออกมา พวกเธอควรเข้าใจว่า สมณพราหมณ์พวกนั้น

ได้ประสบเภทภัย ความหายนะ และมารใจบาปจะทำอะไรกับพวกเขาก็ได้ตามใจ

สมมุติเปรียบเทียบกับกวางป่าที่นอนติดกับดัก

พวกเธอก็รู้ว่า

กวางนี้ได้ประสบเภทภัย ความหายนะ นายพรานใจะทำอะไรกับมันก็ได้ตามใจ

เมื่อนายพรานมา มันก็หนีไปไหนไม่ได้ตามต้องการ

ในลักษณะเดียวกัน ก็มีสมณพราหมณ์ที่พอใจเพลิดเพลินกับกามคุณทั้ง 5 อย่างนี้ ติดพัน ลุ่มหลง หมกมุ่น ไม่เห็นโทษ และไม่มีความรู้ที่จะหนีออกมา พวกเธอควรเข้าใจว่า สมณพราหมณ์พวกนั้น

ได้ประสบเภทภัย ความหายนะ และมารใจบาปจะทำอะไรกับพวกเขาก็ได้ตามใจ

มีสมณพราหมณ์ที่พอใจเพลิดเพลินกับกามคุณทั้ง 5 อย่างนี้ โดยไม่ติดพัน ไม่ลุ่มหลง ไม่หมกมุ่น แต่เห็นโทษและมีความรู้ที่จะหนีออกมา พวกเธอควรเข้าใจว่า สมณพราหมณ์พวกนั้น

ยังไม่ประสบเภทภัย ความหายนะ และมารใจบาปจะทำอะไรกับพวกเขาไม่ได้ตามใจ

สมมุติเปรียบเทียบกับกวางป่าที่นอนบนบ่วงแต่ไม่ติดกับ

พวกเธอก็รู้ว่า

กวางนี้ยังได้ประสบเภทภัย ความหายนะ นายพรานใจะทำอะไรกับมันไม่ได้ตามใจ

เมื่อนายพรานมา มันก็หนีไปไหนได้ตามต้องการ

ในลักษณะเดียวกัน ก็มีสมณพราหมณ์ที่พอใจเพลิดเพลินกับกามคุณทั้ง 5 อย่างนี้ โดยไม่ติดพัน ไม่ลุ่มหลง ไม่หมกมุ่น แต่เห็นโทษและมีความรู้ที่จะหนีออกมา พวกเธอควรเข้าใจว่า สมณพราหมณ์พวกนั้น

ยังไม่ประสบเภทภัย ความหายนะ และมารใจบาปจะทำอะไรกับพวกเขาไม่ได้ตามใจ

สมมุติเปรียบเทียบกับกวางป่าที่ท่องเที่ยวไปในป่า และยืน เดิน นั่ง นอนได้อย่างวางใจ

เพราะเหตุใดน่ะหรือ

เพราะมันอยู่นอกอาณาบริเวณที่พรานป่าล่าสัตว์

ในลักษณะเดียวกัน ภิกษุที่ตัดขาดจากความสุขที่เกิดจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ตลอดจนสิ่งที่ไม่ดีมีโทษทั้งหลายแล้วนั้น จะบรรลุและดำรงอยู่ในฌานที่ 1 ซึ่งมีลักษณะ 5 ประการ คือ ความตรึก ความตรอง ความอิ่มใจ ความสบายใจ และความมีจิตแน่วแน่อยู่ในสิ่งยึดหน่วงจิตอันเดียว

เราเรียกภิกษุนี้ว่าเป็นผู้ที่บดบังดวงตาของมารจนมืดมิดอย่างสิ้นเชิง และเมื่อได้ทำลายการมองเห็นของมารแล้ว ก็หายตัวไปสู่ที่ที่มารใจบาปไม่อาจเห็นได้

นอกจากนี้ เมื่อภิกษุทำให้การตรึกและการตรองสงบลงได้ จิตรวมเป็นหนึ่งและมีความกระจ่างใสภายใน ภิกษุนั้นก็บรรลุและดำรงอยู่ในฌานที่ 2 ซึ่งประกอบด้วยความอิ่มใจ (ปีติ ) และ ความสบายใจ (สุข) อันเกิดจากสมาธิ

เราเรียกภิกษุนี้ว่าเป็นผู้ที่บดบังดวงตาของมารจนมืดมิดอย่างสิ้นเชิง…

นอกจากนี้ เมื่อภิกษุทำให้ความอิ่มใจและความสบายใจจางไปได้ ภิกษุนั้นก็บรรลุและดำรงอยู่ในฌานที่ 3 เจริญสมาธิด้วยอุเบกขา สติและสัมปชัญญะ ประสบความสุขที่พระอริยะเรียกว่า ‘เจริญสมาธิอยู่ในสุข โดยมีอุเบกขาและสติบริสุทธิ์’

เราเรียกภิกษุนี้ว่าเป็นผู้ที่บดบังดวงตาของมารจนมืดมิดอย่างสิ้นเชิง…

นอกจากนี้ เมื่อภิกษุละวางความสบายใจและความรู้สึกไม่สบายกาย อีกทั้งความดีใจและความเสียใจก่อน ๆ ก็หมดไป ภิกษุนั้นได้บรรลุและดำรงอยู่ในฌานที่ 4 ปราศจากสุขหรือทุกข์ มีอุเบกขาและสติที่บริสุทธิ์

เราเรียกภิกษุนี้ว่าเป็นผู้ที่บดบังดวงตาของมารจนมืดมิดอย่างสิ้นเชิง…

นอกจากนี้ เมื่อภิกษุข้ามพ้นความหมายรู้ในรูปโดยสิ้นเชิง ความหมายรู้ในการกระทบกระทั่งแห่งจิตดับหายไป อีกทั้ง ไม่ใส่ใจความหมายรู้ในความหลากหลายต่าง ๆ หากแต่ตระหนักรู้เพียงว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้’ ภิกษุนั้นได้บรรลุและดำรงอยู่ในฌานซึ่งกําหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้เป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต

เราเรียกภิกษุนี้ว่าเป็นผู้ที่บดบังดวงตาของมารจนมืดมิดอย่างสิ้นเชิง…

นอกจากนี้ เมื่อภิกษุข้ามพ้นฌานซึ่งกําหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้เป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต และตระหนักรู้เพียงว่า ‘ความรับรู้หาที่สุดมิได้’ ภิกษุนั้นได้บรรลุและดำรงอยู่ในฌานซึ่งกําหนด ‘ความรับรู้ที่หาที่สุดมิได้’ เป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต

เราเรียกภิกษุนี้ว่าเป็นผู้ที่บดบังดวงตาของมารจนมืดมิดอย่างสิ้นเชิง…

นอกจากนี้ เมื่อภิกษุข้ามพ้นฌานซึ่งกําหนด ‘ความรับรู้ที่หาที่สุดมิได้’ เป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต และตระหนักรู้เพียงว่า ‘ไม่มีอะไรเลย’ ภิกษุนั้นได้บรรลุและดำรงอยู่ในฌานซึ่งกําหนด ‘ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย’ เป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต

เราเรียกภิกษุนี้ว่าเป็นผู้ที่บดบังดวงตาของมารจนมืดมิดอย่างสิ้นเชิง…

นอกจากนี้ เมื่อภิกษุข้ามพ้นฌานซึ่งกําหนด ‘ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย’ เป็นเป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต ภิกษุนั้นได้บรรลุและดำรงอยู่ในฌานซึ่งกําหนด ‘ภาวะที่ทั้งมีและไม่มีความจําได้หมายรู้’ เป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต

เราเรียกภิกษุนี้ว่าเป็นผู้ที่บดบังดวงตาของมารจนมืดมิดอย่างสิ้นเชิง…

นอกจากนี้ เมื่อภิกษุข้ามพ้นฌานซึ่งกําหนด ‘ภาวะที่ทั้งมีและไม่มีความจําได้หมายรู้’ เป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต ภิกษุนั้นได้บรรลุและดำรงอยู่ในภาวะแห่งการดับสิ้นซึ่งความจําได้หมายรู้และความรู้สึกสุขทุกข์ และเนื่องจากเห็นด้วยปัญญา กิเลสที่หมักหมมในสันดานของภิกษุนั้นย่อมสิ้นไป

เราเรียกภิกษุนี้ว่าเป็นผู้ที่บดบังดวงตาของมารจนมืดมิดอย่างสิ้นเชิง และเมื่อได้ทำลายการมองเห็นของมารแล้ว ก็หายตัวไปสู่ที่ที่มารใจบาปไม่อาจเห็นได้

ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ข้ามพ้นความยึดติดในโลกได้แล้ว ย่อมยืน เดิน นั่ง นอนได้อย่างวางใจ

เพราะเหตุใดน่ะหรือ

เพราะภิกษุเหล่านั้นพ้นขอบเขตของบ่วงมาร”

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เช่นนี้

ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีกับคําตรัสของพระพุทธเจ้า

จบ ปาสราสิสูตรที่ 6

SOURCE

Translation: Dhīranandī Verify source

More in this collection